Deadpool 2 (2018): การกลับมาของฮีโร่สุดเกรียนที่มาพร้อมความฮา แอ็คชั่น และครอบครัวมิวแทนท์สุดป่วน
เตรียมตัวฮากระจายและมันส์หยดไปกับ “Deadpool 2 (2018) เดดพูล 2” ภาคต่อของภาพยนตร์ซูเปอร์ฮีโร่เรท R ที่กวนโอ๊ยที่สุดในสามโลก การกลับมาครั้งนี้ เวด วิลสัน หรือ เดดพูล ยังคงจัดเต็มด้วยมุกตลกร้าย การพังทลายกำแพงที่ 4 (Breaking the Fourth Wall) และฉากแอ็คชั่นเลือดสาดที่สะใจแฟนๆ ยิ่งกว่าเดิม พร้อมกับการรวมทีมฮีโร่สุดเพี้ยนที่รับรองว่าจะทำให้คุณหัวเราะจนน้ำตาเล็ด
กำกับโดย David Leitch หนังภาคนี้ยกระดับฉากแอ็คชั่นให้ดูดุดันและมีสไตล์มากขึ้น ในขณะเดียวกันก็ยังคงรักษาเอกลักษณ์ความตลกหน้าตายและการล้อเลียนวัฒนธรรมป๊อปไว้อย่างครบถ้วน Ryan Reynolds ยังคงเกิดมาเพื่อบทนี้ เขาสามารถถ่ายทอดความเกรียนและความบ้าบิ่นของเดดพูลได้อย่างไร้ที่ติ ผสมผสานกับเนื้อเรื่องที่มีความดราม่าและซาบซึ้งอย่างไม่น่าเชื่อ
เรื่องย่ออย่างเป็นทางการ (Official Plot)
หลังจากสูญเสีย วาเนสซ่า (รับบทโดย Morena Baccarin) คนรักของเขาไปอย่างกะทันหัน เวด วิลสัน หรือ เดดพูล (รับบทโดย Ryan Reynolds) จมอยู่กับความเศร้าโศกและพยายามฆ่าตัวตาย แต่พลังรักษาตัวเองทำให้เขารอดมาได้ โคลอสซัส (Colossus) จึงชวนเขามาเข้าร่วมทีม X-Men เพื่อเป็นเด็กฝึกงาน ภารกิจแรกของเขาคือการระงับเหตุความวุ่นวายที่ก่อโดย รัสเซล (รับบทโดย Julian Dennison) เด็กหนุ่มมิวแทนท์ผู้มีพลังควบคุมไฟ แต่สถานการณ์กลับเลวร้ายลงเมื่อ เคเบิล (รับบทโดย Josh Brolin) ทหารไซบอร์กจากอนาคต ข้ามเวลามาเพื่อตามฆ่ารัสเซล เดดพูลจึงต้องรวบรวมทีมมิวแทนท์สุดแหวกแนวในชื่อ “X-Force” ซึ่งประกอบไปด้วย โดมิโน (รับบทโดย Zazie Beetz) ผู้มีพลังแห่งความโชคดี และสมาชิกสุดแปลกคนอื่นๆ เพื่อปกป้องเด็กหนุ่มและหยุดยั้งแผนการของเคเบิล นำไปสู่การต่อสู้สุดมันส์และวายป่วง
มุมมองจากนักวิจารณ์: ทำไม “เดดพูล 2” ถึงเป็นภาคต่อที่สมบูรณ์แบบ?
Deadpool 2 (2018) ประสบความสำเร็จในการสานต่อความสนุกจากภาคแรกและเพิ่มความสดใหม่ นี่คือเหตุผลที่หนังเรื่องนี้โดนใจผู้ชม:
- มุกตลกที่ยกระดับ (Elevated Humor): หนังยังคงอัดแน่นไปด้วยมุกตลกจิกกัด ล้อเลียนหนังเรื่องอื่น และการทำลายกำแพงที่ 4 ที่ชาญฉลาดและฮากระจายตลอดทั้งเรื่อง
- ตัวละครใหม่ที่น่าจดจำ (Memorable New Characters): การปรากฏตัวของ เคเบิล ที่ดุดัน และ โดมิโน ที่มีเสน่ห์ ช่วยเพิ่มสีสันและเคมีที่ยอดเยี่ยมให้กับภาพยนตร์
- แอ็คชั่นที่ดุดันขึ้น (Stylish Action Sequences): ด้วยฝีมือผู้กำกับ David Leitch ฉากต่อสู้ในภาคนี้จึงดูดิบเถื่อน ลื่นไหล และน่าตื่นตาตื่นใจมากขึ้นกว่าเดิม